อั่ก!! โดนแถกจากทั่วสารทิศ
ไอ้เรามันก็พวกไม่มีความลับซะด้วยสิ จะเขียนอะไรดีล่ะเนี่ย TAT)
สุดท้ายก็ขุดไอ้ 5 เรื่องนี้แหละมาเขียน
ถ้ารู้แล้ว...ก็ช่วยไม่ได้นะครับ อย่างที่บอกว่าผมเป็นพวกไม่มีความลับ (ปากสว่างว่างั้น)
1. บ้าแว่นตา
ข้อนี้หลายๆ คนที่เคยคุยกับผมมาบ้างคงไม่แปลกใจ อย่างที่รู้ๆ กันว่าผมบ้าแว่นตาครับ
เอ๊ะ...แบบนี้มันก็ไม่ใช่ความลับน่ะสิ
แถกเค้าให้เขียนเรื่องที่คนไม่ค่อยรู้ไม่ใช่เรอะ?
เอางี้ดีกว่า... คนที่รู้ว่าผมชอบแว่นตาน่ะมีเยอะ
แต่คงมีไม่กี่คนที่รู้ว่าผมบ้าแว่นตามาตั้งแต่เด็กๆ
บ้ามากขนาดเค้นวิธีทรมานสายตาทุกรูปแบบเพื่อให้ตัวเองได้ใส่แว่นตา
ไม่ว่าจะเปิดไฟสลัวๆ นอนอ่านการ์ตูนตอนกลางดึก อ่านหนังสือบนรถที่กำลังวิ่ง
หรือกระทั่งดูทีวีแบบประชิดหน้าจอ (ปวดตาก็ทน เพราะเราอยากใส่แว่น)
เหตุที่ผมบ้าแว่นตาขนาดนี้ มันก็เริ่มมาจากพ่อผมนี่แหละครับ
ตอนเด็กๆ พ่อเป็นคนที่ผมอยากจะเหมือนน่ะ
ความจริงพ่อเพิ่งมาเริ่มใส่แว่นติดตาได้ไม่กี่ปีนี้เอง
แต่ก่อนหน้านี้ก็มีหยิบใส่บ้าง แล้วผมว่าหน้าพ่อตอนที่ใส่แว่นเนี่ย ดูดีสุดๆ เท่ขาดใจ >.<
ผมก็เลยอยากใส่มั่ง แต่เพราะสายตาดี พอหยิบแว่นมาใส่เล่นทีไรมันก็มึนๆ
มึนไม่พอ โดนผู้ใหญ่ดุเอาด้วยว่าเดี๋ยวจะสายตาเสีย
ก็ได้... ห้ามนักใช่มั้ย งั้นถ้าผมสายตาสั้นก็จะใส่ได้สินะ - -+
ตอนนี้... ผมก็ได้ใส่แว่นสมใจแล้วครับ แต่ความบ้าแว่นตาก็ยังไม่หมดไป
ดังนั้น... แฟนผมและอดีตแฟนผมทุกคน ถึงใส่แว่นกันหมดเลย
แว่นตาจงเจริญ!!!
2. งานอดิเรกในวัยเด็ก : อ่านพจนานุกรมไทย
หลายๆ คนก็คงจะรู้แล้วว่าผมเกลียดภาษาวิบัติในเน็ตยิ่งกว่าอะไรดี
สาเหตุมันก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ มาจากงานอดิเรกในวัยเด็กของผมนี่แหละ
ตอนเด็กๆ เวลาไปไหนกับพ่อกับแม่ ผมมักจะพกพจนานุกรมเล่มเล็กๆ ติดตัวไปด้วยเสมอ
แล้วระหว่างนั่งรอผู้ใหญ่ทำธุระ ผมก็ควักไอ้เล่มนั้นแหละมานั่งเปิดอ่านเล่น
พจนานุกรมนี่มันเป็นหนังสืออ่านเล่นของเด็กได้ไงวะ?
...ผมจะไปรู้เหรอครับ แต่ตอนนั้นมันอ่านแล้วสนุกนี่นา ถ้าตอนนี้ล่ะก็ขอบายครับ
อ่านอย่างเมามันมากครับ แต่ไม่ได้อ่านทั้งเล่มนะ
ส่วนที่ผมชอบอ่านมากที่สุดในเล่มคือพวกสำนวนไทย
ดังนั้นเวลาเจอใครใช้สำนวนผิดความหมาย ใช้คำผิดความหมาย หรือสะกดผิดแบบบรรลัย อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะครับ
ถ้าผิดแบบไม่ได้ตั้งใจ บังเอิญพิมพ์ผิด หรือจงใจผิดเล็กน้อยเพื่อเน้นอารมณ์ก็ไม่เป็นไรหรอก คนเราผิดพลาดกันได้ แก้ไขกันได้ (มีบางคนที่ถึงบอกไปก็ไม่จำเหมือนกัน ช่างเถอะ)
แต่พวกวิบัติแหลกเกือบทุกคำพูดแบบจงใจ แถมบอกแล้วก็ไม่ยอมแก้นี่สิ ดูยังไงก็ไม่น่าให้อภัย
อย่างไอ้พวกประเภท "จะทัมมายอ่า ก้พาสาไวสรุ่นหนิ เทออะแก่แร้วเรยมะเข้าจัยพาสาที่เราพิมอะดิ"
(แปล : จะทำไมล่ะ ก็ภาษาวัยสะรุ่นนี่ เธอน่ะแก่แล้วเลยไม่เข้าใจภาษาที่เราพิมพ์น่ะสิ)
แบบนี้คือกระแดะจงใจให้วิบัติทั้งโคตรนะครับ น่ารำคาญเป็นที่ยิ่ง
อยากจะบอกมันเหลือเกินว่า "กลับไปเรียนภาษาไทยตั้งแต่ระดับอนุบาลใหม่ซะไป๊!!"
(แบบนี้คือ 2 พยางค์สุดท้ายเป็นการจงใจผิดเพื่อเน้นอารมณ์ตามเสียงพูด)
3. ห่วงการ์ตูนเท่ากับตัวเอง
ข้อนี้ถ้าจะพูดขยายความคือ...
ผมมีชีวิตอยู่เพื่อความสุขของตัวเอง
การ์ตูนคือความสุขของผม
ผมจึงมีชีวิตอยู่เพื่อการ์ตูน
ถ้าไม่มีการ์ตูน ผมก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม
เรื่องนี้ เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ 2 เรื่องในชีวิตผมครับ
เรื่องแรกคือ ช่วง ม.3 เทอมต้น แม่ผมพบว่าเกรดเฉลี่ยผมตกจาก 3 ต้นๆ เหลือ 2 ปลายๆ
เค้าจึงเอาการ์ตูนที่ผมอดข้าวซื้อมาทั้งหมด ไปเผาทิ้ง
เท่านั้นไม่พอ ยังสั่งลดเบี้ยเลี้ยง และกำหนดเวลากลับถึงบ้านที่ค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคนขึ้นรถเมล์
(ก็คนกำหนดมีรถขับนี่ ไม่ลองมาขึ้นรถเมล์บ้างล่ะ จะได้รู้ว่าความแน่นอนของเวลาที่ใช้เดินทางมันต่ำแค่ไหน โดยเฉพาะต้องนั่งรถถึง 3-4 ต่อ)
แล้วคืนนั้น... ผมก็พยายามกินยาฆ่าตัวตาย
แต่ก็ไม่ตายครับ แทบจะไม่เป็นอะไรเลย ไม่ต้องล้างท้องด้วย =__="
ตอนที่แม่รู้ ก็แค่บอกให้ผมกินยาถ่ายสองเม็ด แล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก
เรื่องที่สอง เกิดขึ้นช่วง ม.3 อีกตามเคย แต่เป็นเทอมปลาย
เทอมนี้เป็นเทอมแรกที่ผมได้ขึ้นรถรับส่ง ที่จริงก็คือรถอาจารย์ที่บ้านอยู่เลยจากหมู่บ้านผมไปอีกนั่นแหละ
ตอนเช้าผมต้องนั่งรถสองแถวหรือมอเตอร์ไซค์ออกมารอรถอาจารย์ที่หน้าหมู่บ้าน
แต่เช้ามืดกลางฤดูหนาววันหนึ่ง ขณะที่ผมยืนรอรถมอเตอร์ไซค์อยู่ที่เดิม ก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งมาจอด ด้วยความที่มันมืดและหนาว ผมจึงไม่ได้นึกสงสัยว่าทำไมคนขับไม่ใส่เสื้อวิน เขาพยักเพยิดให้ ผมก็เลยขึ้นซ้อนท้ายไปเพราะนึกว่าเป็นวินมอเตอร์ไซค์
และแล้วมอเตอร์ไซค์คันนั้น ก็ขับเลยจุดหมายที่ผมจะลง
ผมสะกิดๆ ว่าจะลง เขาก็ไม่จอด ในที่สุดรถก็พาผมไปถึงใต้ถนนวงแหวน ที่โคตรเปลี่ยว ไม่มีแม้แต่แมวซักตัวเดินมา
วินมอเตอร์ไซค์เก๊ลากผมลงจากรถ แล้วพยายามฉุดให้ผมเดินตามไปใต้สะพานที่มืดและมีน้ำขังชื้นแฉะ
แน่นอนสิครับ...เรื่องอะไรผมจะยอมไป ขืนโดนฆ่าหมกใต้นั้น ผ่านไปเดือนนึงจะมีคนพบศพหรือเปล่าหรอก...
โอเค... ผมยังไม่เคยทำเรื่องอย่างว่ากับใคร และไม่อยากทำด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าการที่ผู้หญิงโดนคนเสียบมาแล้วจะต้องกลายเป็นคนไม่มีค่าหรืออะไรทำนองนั้นหรอก คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ไอ้เยื่อบ้าบอในร่างกายสักหน่อย ที่สำคัญคือ...จะทำยังไงดีให้หลังเสร็จกิจมันไม่ฆ่าเราปิดปากวะ...
ผมพยายามคิดสารพัดวิธีที่จะช่วยให้ตัวเองไม่ถูกฆ่าหรือถูกทำให้สลบ วิธีเดียวที่ผมนึกออกในตอนนั้นคือ แกล้งโง่
โง่ให้มันสะใจไปเลย เริ่มจากถามมันก่อน ว่าพามาที่นี่ทำไม (ความจริงลึกๆ ยังแอบหวังว่ามันอาจจะแค่มีเรื่องจะคุยด้วยเฉยๆ << ทำไมเรามองโลกในแง่ดีงี้ฟระ)
ดูมันขำๆ กับท่าทีของผมนิดหน่อย
มันลากผมไปนั่งข้างๆ โอบไหล่แล้วถามนู่นคลำนี่
สะดุดที่สุดก็ตรงที่ถามว่า "อยู่ ป. อะไรแล้ว" นี่แหละ
สราดดดดดดดดดดดดดดด กุอยู่ ม.3 แล้ว แหกตาดูชุดเป็นมั้ย!!!?
(นี่คือคิดในใจครับ)
มันก็คลำโน่นล้วงนี่ของมันต่อไป
ผมก็พยายามบิลท์อารมณ์สุดขีด (ไหนๆ ถ้ามันจำเป็นต้องทำ ขอให้มันเจ็บน้อยที่สุดเหอะวะ)
แต่ก็ชะงักอีกรอบ เพราะ...
มันจับผมกดให้นอนหงาย ทั้งๆ ที่...
เป้ที่สะพายหลังผม มันมี VCD อีวาแผ่น 12 (ปกคาโอรุ เพิ่งซื้อมาเมื่อวาน) กับ VCD ฮันเตอร์ (ซับจีน) ที่ยืมเพื่อนมาอยู่ !!!
แล้วที่สำคัญ... ผมได้ยินเสียง กร๊อบ
'อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
VCD อนิเมฉ้านนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
ปกคาโอรุด้วยนะเว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
โฮ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ ToT'
เท่านั้นแหละครับ ผมส่งเสียงประท้วงเป็นชุด
"เดี๋ยวๆ หยุดก่อน ซีดีอ่ะ... แผ่นซีดีมัน... เดี๋ยว ลุกก่อนเถอะ คือซีดีมันจะ... บลาๆๆ"
ในที่สุด... ผมก็ไม่รู้ว่ามันสงสารผม หรือเพราะล้วงกางเกงในเจอผ้าอนามัยแล้วไม่กล้าฝ่าไฟแดง หรืออย่างอื่นกันแน่ครับ แต่มันก็ยอมลุกตามคำขอ ตามด้วยคำบ่นว่า "ไม่ทำแล้วก็ได้วุ้ย"
แถมใจดีพาผมไปส่งป้ายรถเมล์อีกแน่ะ ผมควักตังค์ยื่นให้มันเป็นค่ารถ มันบอกไม่เอา
เออ... มันก็มีน้ำใจเหมือนกันนะเนี่ย
แต่รถรับส่งมันไปนานแล้วเว้ย เสียเวลาฉิบ ต้องขึ้นรถเมล์ไปเองจนได้ T_T
พอไปถึงโรงเรียน ผมก็รีบควักของสำคัญในกระเป๋าออกมาตรวจเช็คทันที
ปรากฏว่ากล่องมันแตก ทั้งสองใบเลย ฮือ...
ไอ้วินมอเตอร์ไซค์เก๊ อย่าให้เจอนะเว้ย!! ฉันจะสาปแช่งให้ของสำคัญของแกบุบสลายมั่ง TAT
4. โง่ภาษาอังกฤษมาก
ข้อนี้บางคนอาจจะยังไม่รู้ ถึงผมจะใช้ภาษาไทยค่อนข้างดี แต่ผมน่ะโง่ภาษาอังกฤษเข้าขั้นร้ายแรงทีเดียวครับ
ยกตัวอย่าง ในดีเจแม็กซ์ มีเพลงหนึ่งชื่อเพลงว่า Can We Talk
ผมเจอเพลงนี้แล้วพูดขึ้นมาแบบจริงใจสุดๆ (ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นมุข) ว่า "เพลงอะไรชื่อโคตรแปลก ชื่อ พวกเราพูดเป็นหรือเปล่า"
มารู้ทีหลังว่ามันต้องแปลว่า เราคุยกันได้ไหม ต่างหาก - -"
อีกเรื่องที่เป็นผลพวงจากความโง่อังกฤษของผม คือ "พยายามอ่านชื่อที่เขียนด้วยอักษรอังกฤษให้เป็นภาษาไทย" เช่น
TRipLE - ถรีบเละ (ชื่อตัวเอง)
Mermage - เหม่อหมาเกย์
Sapphire - แสบฝีเละ
zeed - ซีด (แบบขาดเลือด)
Joki - เจาะไข่
Loki - โลกีย์
และอื่นๆ อีกมากมาย
หรือแม้กระทั่ง...
midnight - มิดใน
(กับที่รักก็ยังไม่เว้น ว่าแต่อะไรมันมิดในอะไรน่ะ?)
อ้าว? แล้วความจริงมันไม่ได้อ่านแบบนี้เหรอ?
5. ใช้คอมพิวเตอร์อย่างคุ้มค่า
ข้างต้นนั่นคือพูดให้สวยหรูไปงั้นเองครับ
ความจริงคือ "ไม่มีเงินจะอัพเกรดเครื่องใหม่ ดังนั้นมีอะไรก็ใช้ๆ ไปเหอะ"
คอมผมจึงเป็นสเป็คเมื่อราว 10 ปีก่อนจนถึงทุกวันนี้
(เคยอัพเกรดจากของที่มีผู้ใจบุญบริจาคมาให้ประมาณ 2-3 ครั้ง จะเมนบอร์ด ซีพียู การ์ดจอ แรม ไรท์เตอร์ หรือกระทั่งเคสที่ใช้ในตอนนี้ ก็ของคนอื่นทั้งน้าน มีซื้อมาเพิ่มๆ เปลี่ยนๆ เองน้อยมาก)
ดังนั้น... อย่ามาพูดเรื่องโปรแกรมใหม่ๆ เกมใหม่ๆ กับผมเลยครับ ถึงผมอยากใช้ อยากเล่นให้ตายก็ไม่ได้หรอก T_T
จบแล้วครับ เป็นไง ไม่ได้ความรู้ใหม่อะไรเลยใช่ม้า 555
ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่เพราะผมเคยพูดไปแล้วทุกเรื่องแหละ ^ ^"
หา? ว่าไงนะ?? ต้องแถกต่ออีก 5 คนงั้นรึ? พูดเป็นเล่นน่า! จนป่านนี้จะยังมีใครเหลือให้เราแถกอีกเล่า! งั้นเอาที่อยากให้เขียนแล้วกัน
1. Lunatic
2. midnight (อ๊ะ แต่รายนี้ไม่ทำบล็อกนี่นา ชิ...)
3-5. ใครเข้ามาอ่านแล้วยังไม่โดน ก็คนนั้นแหละครับ
