Fiction

2007/Nov/28

Prologue - Bell
Chapter 1 - DVD

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาหรือเปล่า?

เสียงนาฬิกาปลุกน่าหงุดหงิดแผดลั่นบอกเวลาหกโมงเช้า ผมจำใจลุกขึ้นมาปิดมันอย่างบรรจงแทนที่จะจับมันเขวี้ยงอัดกำแพงเหมือนทุกที อีกสามวันกว่าเงินเดือนจะออก และผมก็แทบจะไม่เหลือเงินเพื่อซื้อนาฬิกาปลุกเรือนใหม่อีกแล้ว ถึงรายได้จะดีก็เถอะ แต่การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวในเมืองหลวงซ้ำยังต้องซื้อนาฬิกาปลุกเรือนใหม่ทุกวันๆ นี่มันก็ลำบากไม่ใช่น้อย

ผมเก็บที่นอนจนเรียบร้อยแล้วพาตัวเองเดินเข้าห้องน้ำไป... อ๊ะ! อย่าคิดว่าผมจะเดินแบบสะโหลสะเหลเป็นผีตาโบ๋ล่ะ ผมเดินเข้าไปอย่างสง่างามต่างหาก คนอย่างผมน่ะไม่มีคำว่าโทรมอยู่แล้ว ไม่ว่าสถานการณ์ใดก็ต้องเท่เสมอ ใช้เวลาไม่นานผมก็แต่งตัวเรียบร้อยมานั่งเสยผมจิบกาแฟยามเช้าพลางอ่านหนังสือบนโต๊ะกับข้าวในครัวอย่างสบายใจเฉิบ

อืม... ข่าววันนี้... หน้าหนึ่งมีแต่อะไรไร้สาระอีกแล้ว ทีหลังเปลี่ยนยี่ห้อหนังสือพิมพ์ดีกว่า อะไรเนี่ย? ทำนายดวงชะตา? ช่วงเดือนนี้ถึงเดือนหน้าคุณจะมีเคราะห์ อาจต้องเสียของรักและทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว เช่นพี่น้องร่วมสายเลือด  หึ... พูดบ้าๆ อย่างเจ้ากานดาน่ะรึจะกล้ามาทะเลาะกับผม เรื่องโชคลางนี่มันไร้สาระสิ้นดี

ผมโยนหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงกองกระดาษเก่าๆ ที่เตรียมไว้ชั่งกิโลขาย หึ... โยนแม่นจริงๆ เลย ลงตำแหน่งที่เล็งเป๊ะๆ ก่อนจะเดินไปล้างแก้วที่อ่างล้างจาน พลันสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่กรอบรูปครอบครัวบนหลังตู้เย็น 

...ผมไม่ได้กลับบ้านมานานเท่าไหร่แล้วนะ...

ผมหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆ ป่านนี้เจ้ากานดามันคงตัวสูงขึ้นอีกแล้ว เด็กวัยกำลังเจริญเติบโตซะด้วย พ่อกับแม่ก็คงจะสบายดี จะว่าไปแล้วเกมที่ผมเป็นจีเอ็มอยู่ก็ออกมาได้ตั้งเกือบเดือนแล้ว แต่ไอ้บ้าเกมอย่างเจ้ากานดามันก็ยังไม่โผล่หัวเข้ามาให้เห็นสักที คนฉลาดอย่างผมย่อมเดาได้ว่ามันไม่มีเงินซื้อเครื่องแหงๆ

ผมวางกรอบรูปคืนที่เดิมแล้วเตรียมตัวไปทำงาน เมื่อเช็คดูว่าหวีผมเรียบแปร้ ใส่สูทเรียบร้อยแล้วผมก็หยิบกระเป๋าเอกสารสีดำสุดหรูของผมก้าวออกจากห้องพัก ระหว่างทางผมคิดถึงครอบครัวที่บ้านเกิด โดยเฉพาะเจ้าน้องชายตัวดีที่ไม่ได้เจอกันนานนม ป่านนี้มันจะยังซุ่มซ่ามทำข้าวของอะไรในบ้านเสียหายให้ต้องเสียเงินซ่อมอีกรึเปล่าเนี่ย แล้วถ้ามันยังเป็นแบบนั้น ชาติไหนมันจะมีเงินมาซื้อเครื่องเกมสักทีฟะ

กำลังคิดเพลินๆ ผมก็มาถึงบริษัทแล้ว เอาล่ะ... ได้เวลาที่พนักงานบริษัทผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถคนนี้จะออกศึกแล้ว ผมขยับปมเน็คไทให้เข้าที่ก่อนก้าวเข้าออฟฟิศด้วยสีหน้าเคร่งขรึม อืม... สมบูรณ์แบบ ผมรู้สึกได้ถึงสายตาชื่นชมของพนักงานสาวๆ มองตรงมาเป็นจุดเดียว จะว่าผมคิดไปเอง? ถ้าคุณได้เห็นมา่ดของผมตอนนี้ด้วยตาตัวเองล่ะก็ไม่มีทางจะพูดแบบนั้นออกมาได้แน่ เพื่อนร่วมงานบางคนส่งเสียงทักทายผมก็พยักหน้าบ้าง ทักทายตอบบ้างตามมารยาท ครู่เดียวผมก็เดินมาถึงห้องทำงานของตัวเองจนได้

"ว่าไง มาตรงเวลาเชียวนะพ่อคนขยัน"
มาอีกแล้ว ไอ้เจ้าของเสียงกวนประสาทที่แขวะผมได้ทุกเช้ามันมาอีกแล้ว

ผมมองมันด้วยหางตาแล้วถามกลับห้วนๆ
"มีธุระอะไร? เลททัซ"
ผมจงใจเรียกมันด้วยโค้ดเนมในเกม เพื่อตอกย้ำความเหินห่าง แต่ดูเหมือนมันจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเท่าไหร่

"แค่มาทักทายเพื่อนร่วมงานก่อนเข้าเกมไม่ได้หรือไง เย็นชาจังนะ"
หมอนั่นหยุดยืนพลางส่งยิ้มกวนประสาทให้ผม ร่วมงานกันมากี่วันๆ ผมก็ไม่ชอบขี้หน้ามันเลย ให้ตาย...

"ไม่มีธุระอะไรก็ไปทำงานของแกไป เดี๋ยวหัวหน้าจะหาว่าฉันอู้งานไปด้วยเพราะต้องมายืนคุยเรื่องไร้สาระกับแก"
ผมออกปากไล่ ซึ่งเป็นคนปกติมันก็น่าจะไสหัวไปได้แล้ว แต่มันก็ยังยืนบื้ออยู่หน้าประตูห้องทำงานอยู่ได้ แถมทำหน้าเหมือนชอบอกชอบใจอีก อะไรของมันวะ?

 


 

ผมกระแทกประตูบ้านปิดอย่างแสนเซ็ง เจ้าสามตัวนั่นตามแขวะผมไม่เลิกกระทั่งในเกม ไม่รู้มันสนุกนักรึไง

สาเหตุเดียวที่ผมนึกออกคือพวกมันคงจะอิจฉาความเท่ของผม ก็ทำไงได้เล่า คนมันเกิดมาเท่เอง ผิดตรงไหน ความเท่นี่มันก็เป็นบาปเหมือนกันวุ้ย

การจราจรในเมืองหลวงยังติดขัดเหมือนเดิม ที่ต่างไปจากเมื่อครั้งที่ผมยังเรียนมหาลัยก็คงเป็นปริมาณไอเสียที่มีมากขึ้น โชคดีที่วันนี้มีรถ ป.อ. ผ่านมาคันแรก ผมจึงพ้นสภาพจากการเป็นพริกรมควันไปโดยปริยาย

โชค? โชคอีกแล้ว... โชคชะตามันจะสำคัญอะไรนักหนากัน ขืนมัวแต่ปล่อยให้ชะตาลิขิต ชีวิตก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี

ผมวางกล่องที่หิ้วมาไว้ข้างกระเป๋าเอกสาร แกะเน็คไทพาดไว้บนพนักเก้าอี้ ปลดกระดุมเสื้อสองเม็ดแล้วขยี้ผมตัวเองให้ยุ่งเหยิงเพื่อความสบายใจ ก่อนจะล้มตัวนอนแผ่บนเตียง

ถ้าจะให้พูดถึงโชค คงไม่มีวันไหนที่โชคร้ายเท่าวันนั้นอีกแล้ว...

 


 

"กานดา... ปล่อยเดี๋ยวนี้"
ผมกัดฟัน พยายามแกะปมผ้าที่รัดข้อมือผมให้ไพล่หลังติดกัน 
...บังอาจทำกับฉันยังงี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้แกได้เป็นศพแน่...

กานดามันกำลังตั้งอกตั้งใจถอดกางเกงผม ส่วนเสื้อน่ะเรอะ? ก็ไอ้ที่มัดข้อมือผมอยู่นี่แหละ

นี่มันอะไรกันวะ? น้องผมมันบ้าไปแล้วรึไง?

"ไม่"
มันตอบเสียงแข็งโดยไม่เงยหน้ามองผมด้วยซ้ำ วอนตีนจริงๆ ขอถีบทีเหอะวะ... เฮ่ย! แน่จริงอย่ามานั่งทับขากันเซ่

"ล้อเล่นแบบนี้พี่ไม่ขำด้วยนะ"
ผมปลอบใจตัวเองว่ามันแค่ล้อเล่น ถึงจะเล่นแรงไปหน่อยก็เหอะ
ถึงกานดามันจะโง่และบ้า แต่คงไม่บ้าขนาดดูหนังโป๊แล้วเอามาเลียนแบบกับพี่ตัวเองหรอกมั้ง และที่สำคัญ... ผมเป็นพี่ชายด้วย ไม่ใช่พี่สาว!! ไอ้หนังโป๊นั่นมันก็หนังปกติธรรมดา ผมคงไม่บ้าซุกหนังเกย์เอาไว้ในกองหนังสือห้องตัวเองหรอก! 

หลังจากดึงกางเกงผมออกจากขาสำเร็จ เจ้าน้องเวรก็เงยหน้าขึ้นมา จ้องหน้าผมนิ่งเหมือนจะขอความเห็นใจ
อะ...อะไรของมันวะ?? ที่น่าเห็นใจน่ะมันต้องเป็นทางนี้มากกว่าไม่ใช่เรอะ!!?

"กับคนอื่นได้ แต่กับผมไม่ได้เหรอฮะ?"

'เออสิวะ! ...ก็แกมันตัวผู้ แถมเป็นน้องฉัน แล้วก็ยังไม่มีกับคนอื่นอะไรทั้งนั้นโว้ย'

พอผมจะตอบ มันก็ดันเอาปากมันมาปิดปากผมซะงั้น
เวรเอ๊ย... ไม่ให้ตอบแล้วมันจะถามทำไมวะเนี่ย!

เจ้ากานดาเริ่มบรรเลงลีลาเลียนแบบหนังอย่างงกๆ เงิ่นๆ ใส่ผม ก็ตามประสาเด็กละอ่อนไม่มีประสบการณ์นั่นแหละ เป็นที่แน่นอนว่าผมต้องทั้งด่าทั้งสบประมาทสารพัด ด้วยความหวังจะให้มันท้อๆ เลิกๆ ไปซะที

ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นมันคงได้ผลไปแล้ว...

แต่โชคร้าย ที่เจ้ากานดามันหน้าด้านหน้าทน แถมยังความพยายามเป็นเลิศ

กว่าผมจะได้นอนจริงๆ ก็ปาเข้าไปอีกหลายชั่วโมงให้หลัง

แล้วสุดท้าย ความหวังที่จะได้ฆ่ามันในวันรุ่งขึ้นก็เป็นอันทลาย เพราะเช้าวันนั้น ผมเหนื่อยจนขยับตัวไม่ไหว เจ็บก็เจ็บจนลุกไม่ขึ้น... มันก็เลยมีชีวิตรอดไปโรงเรียนได้สบายใจเฉิบ

บัดซบ!!!

เป็นเพราะความห่วยของไอ้กานดามันนั่นแหละ!!

อย่าเข้าใจผิดล่ะ ว่าผมสู้มันไม่ได้ ที่มันเกิดขึ้นเพราะผมใจดียอมให้มันเองต่างหาก

ที่มาหางานทำในกรุงเทพ ก็ไม่ได้จะหนีมันด้วย แต่เพราะคิดว่ามันน่าจะรายได้ดีกว่าหางานแถวนั้น

ผมแค่โชคร้าย ที่มีน้องชายงี่เง่าแบบเจ้ากานดา

ผมแค่โชคร้าย ที่เกิดมาเป็นพี่ชายที่ดีเกินไป จนฆ่ามันไม่ลง...

ใช่... ผมโชคร้ายจริงๆ นั่นแหละ ที่เห็นมันน่ารักจนผมอภัยให้ได้...

แถมพอทำงานแล้วไม่มีเวลากลับไปเจอหน้ามัน ก็ดันนึกอยากเจอขึ้นมาอีก


 

ผมเหลือบมองกล่องที่วางอยู่ข้างกระเป๋าเอกสาร กล่องใส่เครื่องเกม Neo-Universe ใหม่เอี่ยม ยังไม่ถูกเปิดออก ซึ่งแลกมาด้วยเงินเดือนส่วนหนึ่งของผม

เงินจำนวนนั้น ผมยอมแลกเพื่อให้ได้อยู่กับกานดา โดยที่ไม่ต้องลางานไปหา

เจ้ากานดามันต้องไถ่โทษ... โดยการมาช่วยงานผม

เจ้ากานดามันต้องไถ่โทษ... โดยการมาอยู่เคียงข้างผม

-END- 

edit @ 20 May 2012 13:33:13 by TRipLE